แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
, , , ,

โปรไบโอติกส์ แบคทีเรีย..มหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์มากกว่าโทษ

                โปรไบโอติกส์ แบคทีเรีย..มหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์มากกว่าโทษ


โปรไบโอติกส์ (อังกฤษ: Probiotics) หมายถึง แบคทีเรียในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อรับประทานด้วยปริมาณที่พอเหมาะจะส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค เช่น โยเกิร์ต และนมเปรี้ยวหลากหลายยี่ห้อในท้องตลาด แต่ไม่นับรวมถึงนมเปรี้ยวพร้อมดื่มประเภทยูเอชที เพราะไม่มีแบคทีเรียกรดนมเหลืออยู่ เนื่องจากผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่ความร้อนสูง นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับคนแล้ว ยังมีโปรไบโอติกส์สำหรับเสริมสุขภาพของปศุสัตว์และประมง ออกจำหน่ายด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีผู้ประกอบการนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากในโปรไบโอติกส์มีสารเฉพาะที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและช่วยป้องกันการท้องผูกด้วย



สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
ตีแพร่บทความออกมาฉบับหนึ่งระบุว่า ปัจจุบันทุกคนรวมทั้งแพทย์ และนักโภชนากรได้ให้ความสนใจเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ (functional food) เป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และช่วยป้องกันโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ ซึ่งทั้ง โปรไบโอติกส์, พรีไบโอติกส์ และซินไบโอติกส์ จัดอยู่ในอาหารกลุ่มนี้ด้วย

โปรไบโอติกส์คืออะไร? มีประโยชน์ และโทษอย่างไรบ้าง?


ตามเกณฑ์ขององค์การด้านอาหารและเกษตรของสหรัฐอเมริกา (Food and Agriculture Organization, FAO) ระบุว่า โปรไบโอติกส์ (probiotics) คือ จุลชีพที่มีชีวิติ (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากๆ  ที่สำคัญ คือ แบคทีเรีย) ซึ่งเมื่อบริโภคในปริมาณเหมาะสมจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี โดยปัจจุบันที่ยอมรับมีแบคทีเรีย 2 ชนิดที่มีคุณสมบัติเป็น โปรไบโอติกส์ ได้แก่ แบคทีเรียชนิดแลคโตบาซิลลัส (lactobacillus) และชนิดบิฟิโดแบคทีเรียม (bifidobacterium) ซึ่งแบคทีเรียทั้งสองชนิดดังกล่าว ยังแบ่งออกเป็นอีกหลายสายพันธ์ย่อยๆ แต่มีเพียงบางสายพันธ์ย่อยเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็น โปรไบโอติกส์ ดังนั้น อาหารโปรไบโอติก คือ อาหารที่มีส่วนผสมของโปรไบโอติกส์ ซึ่งที่เราคุ้นเคย คือ นมเปรี้ยว และโยเกิร์ต
โปรไบโอติกส์ โดยทั่วไปเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น (normal flora) ในลำไส้ใหญ่ของทุกคน ซึ่งในกระเพาะอาหาร  ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ของทุกคน มีแบคทีเรียประจำถิ่นหลากหลายชนิดรวมกันอยู่เป็นหลายๆ ล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนมีสูงกว่าเซลล์ต่างๆ ในร่างกายถึง 10 เท่า โดยมีอยู่น้อยกว่ามากในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก แต่มีอยู่มากมายในลำไส้ใหญ่ ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีขึ้นกับสมดุลของแบคทีเรียเหล่านี้กับเซลล์เยื่อบุลำไส้ และกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการสร้างในบริเวณลำไส้ต่างๆ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่)



ประโยชน์ของโปรไบโอติกส์
จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า โปรไบโอติกส์ ในปริมาณที่เหมาะสมได้สมดุล
-ช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อโรค
-ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ รวมทั้งสารก่อมะเร็ง
-ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคท้องเสียในเด็กอ่อน โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  
-ช่วยลดการอักเสบในลำไส้  
-ช่วยสร้างและช่วยการดูดซึมวิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด เช่น วิตามิน เค (ช่วยการแข็งตัวของเลือด) และวิตามิน บี  
-ช่วยลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ และอาจช่วยลดการดูดซึมไขมัน คอเรสเตอรอล (cholesterol)


โทษของโปรไบโอติกส์

โทษของโปรไบโอติกส์ มักจะเกิดจากการได้รับโปรไบโอติกส์จำนวนมากเกินไป หรือได้รับโปรไบโอติกส์ในขณะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในขณะได้ยาเคมีบำบัด หรือ ขณะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ โปรไบโอติกส์ เหล่านี้จึงอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ และมีรายงานเป็นการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยทุกโรค รวมทั้งโรคมะเร็ง เมื่อจะบริโภคอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ ควรปรึกษาแพทย์/พยาบาลก่อน ซึ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และ/หรือ มีเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์มักแนะนำงดการบริโภคโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบริโภคในปริมาณสูง ยังอาจเกิดโรคอ้วนจากการบริโภคอาหารไขมันปริมาณสูง

, , ,

เตือนภัย “ยิ่งพุงใหญ่ ยิ่งตายเร็ว”

                แพทย์-นักโภชนาการเตือน “ยิ่งพุงใหญ่ ยิ่งตายเร็ว”

/data/content/24325/cms/e_bijklmsuy358.jpg
          โรคอ้วนลงพุง ถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัวที่หลายคนคาดไม่ถึง “ยิ่งพุงใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น” ทั้งยังเสี่ยงจากโรคร้ายที่จะตามมาทั้งโรค หัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกลแฝงมากับพฤติกรรมการกินแบบผิดๆ นั่นเอง
          พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ให้ข้อมูลในการสัมมนาที่จัดโดยชมรมโภชนวิทยา มหิดล ร่วมกับ บ.ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ว่า โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) เป็นฆาตกรเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง ส่วนใหญ่จะเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค กรรมพันธุ์ และไม่ออกกำลังกาย
          คนที่อ้วนลงพุงจะมีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป ซึ่งไขมันเหล่านี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนเกิดภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถวางแผนในการควบคุมอาหารด้วยการควบคุมน้ำหนัก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น
          ด้าน อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ให้การปรึกษาด้านโภชนบำบัด กล่าวว่า แม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนลงพุง และโรคร้ายต่างๆ แต่ไขมันเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งยังเป็นส่วนประกอบของอาหารทุกมื้อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด คือ การเลือกใช้ชนิดของไขมันและน้ำมันที่ดีที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ และไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยไม่ลดเอชดีแอล ช่วยลดไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ และสามารถนำไปใช้แทนคาร์โบไฮเดรตได้ด้วย
          อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันจะต้องเลือกชนิดละอ่านฉลากด้านโภชนาการอย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงโรคร้าย ส่งเสริมสุขภาพ และห่างไกลภาวะโรคอ้วนลงพุง
          ขณะที่ ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล แนะถึงวิธีการกินต้านโรค-เสริมสุขภาพว่า ให้หันมาทานผักผลไม่ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงโรคร้ายและสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค
          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนส่วนใหญ่กินอาหารนอกบ้าน ทำให้ไม่สามารถควบคุมวัตถุดิบในการทำได้ทั้งผัก เนื้อ หรือชนิดของน้ำมัน ดังนั้น จึงควรทำอาหารกินเองอย่างน้อยในวันหยุด นอกจากนี้ต้องหันมากินผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ซึ่งคนที่อ้วนลงพุง รวมถึงเด็กๆ ส่วนใหญ่จะไม่ชอบกินผักและผลไม้ เราจึงต้องช่วยหาวิธีการในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยอาจใช้วิธีบดผัก และผลไม้ผสมลงไปในอาหารเพื่อง่ายต่อการบริโภค รวมถึงการออกกำลังกาย สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการเดิน พยายามเดินให้มาก เป็นต้น

          ขอบคุณแหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

, , ,

ระวัง!!! โรคอ้วนคุกคามชาวโลก

                                โรคอ้วนคุกคามชาวโลก

ผลการศึกษาของสถาบันการวัดและประเมินผลสุขภาพ (ไอเอชเอ็มอี)แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เผยผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ เดอะแลนเชต พบว่า ประชากรเพศชายในออสเตรเลียมีน้ำหนักเกินมาตรฐานถึง 68% ขณะเดียวกันประชากรหญิงที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานก็สูงถึง 56%
/data/content/24598/cms/e_abdfhkps2369.jpg
          จากการศึกษาพบด้วยว่า พลเมืองหลายประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังถูกโรคอ้วนคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นิวกินี รวมทั้งหมู่เกาะต่างๆ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือมีดัชนีมวลกายสูงกว่า 30 พุ่งขึ้นจาก16% ในปี 1980 มาอยู่ที่ระดับ 29% ในปีนี้ ขณะที่โรคอ้วนในผู้หญิงเพิ่มในอัตราแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาเดียวกันจาก17% มาอยู่ที่ 30%
          นอกจากผู้ใหญ่แล้ว โรคอ้วนในเด็กก็มีอัตราเพิ่มขึ้นทั่วโลกจนน่าเป็นกังวล ทั้งนี้พบว่าเด็กออสเตรเลียเสี่ยงที่จะเกิดโรคอ้วนสูงขึ้นจากปี 1980 ที่ระดับ 16% พุ่งมาอยู่ในระดับ 24% ในปัจจุบัน
/data/content/24598/cms/e_efijklmvw469.jpg
          การศึกษายังพบด้วยว่า ประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนสูงมากนับตั้งแต่ปี 1992-2002 เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพบว่าประชากรโลกที่กำลังประสบปัญหาโรคอ้วนถึง 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศนี้ แถมโรคอ้วนยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ด้วย
          อย่างไรก็ดี ปัญหาโรคอ้วนนี้ยังไม่มีการรณรงค์แก้ไขอย่างจริงจังเหมือนการรณรงค์เลิกสูบบุหรี่ ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของประชากรที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานอย่างจริงจัง เพื่อลดภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพประชากรโลกนี้ให้ลดลง


          ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

, , ,

5 วิธีลดด่วน สำหรับคนอ้วนลงพุง

5 วิธีลดด่วน สำหรับคนอ้วนลงพุง

5 วิธีลดด่วน สำหรับคนอ้วนลงพุง (emaginfo)

          โรคอ้วนลงพุงหรือ Metabolic syndrome เป็นภาวะที่อ้วนโดยเฉพาะส่วนเอวและทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ Metabolic syndrome คำนี้เป็นคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้การอย่างแพร่หลาย หมายถึงกลุ่มโรคที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติ ส่งผลทำให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในที่สุดจะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง สมัยก่อนเรียกกลุ่มโรคนี้ว่า Syndrome X, insulin resistance syndrome


      เกณฑ์การวินิจฉัย

          เพราะในการวินิจฉัยภาวะอ้วนลงพุงตามเกณฑ์ของ Adult treatment Panel III และดัดแปลงมาใช้กับชาวเอเชีย ผู้ป่วยจะต้องมีลักษณะ 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้

         1. จะต้องอ้วนชนิดลงพุง กล่าวคือมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตร และ 80 เซนติเมตร ในชายและหญิงตามลำดับ

         2. มีความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือได้รับยารักษาความดันโลหิต

         3. มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่เป็นไขมันสูงและได้รับยาลดไขมัน

         4. มีระดับไขมันชนิดดีน้อยกว่า 40 และ 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สำหรับชายและหญิง หรือผู้ที่เป็นไขมันสูงและได้รับยาลดไขมัน

         5. มีระดับน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือเป็นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

          จากเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าว คุณเพลินใจ ซึ่งมีรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร มีความดันโลหิตเกิน 130/85 มิลลิลิตรปรอท ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จึงเข้าเกณฑ์ของภาวะอ้วนลงพุง ในขณะที่คุณคณิตไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว เพราะรอบเอวไม่เกิน 90 เซนติเมตร และความดันโลหิตไม่เกิน 130/85 มิลลิลิตร ถึงแม้ว่าจะมีระดับไขมันในเลือดเท่ากันก็ตาม

          โดยผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 3 ข้อ ซึ่งเข้าข่ายว่าเป็นภาวะอ้วนลงพุงนั้น มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อ จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 3 เท่า รวมถึงเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 24 เท่า ซึ่งกรณีของคุณเพลินใจที่มีปัจจัยเสี่ยง 3 ข้อ จึงมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า

          ภาวะอ้วนลงพุงก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพหลายประการ โดยขึ้นกับองค์ประกอบของโรค ได้แก่

           ทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบจึงเกิดโรคหัวใจได้ง่าย

           ไตจะขับเกลือออกได้น้อยลง ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

           ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดตีบ เพราะเลือดจะแข็งตัวได้ง่ายทำให้อุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหรือหัวใจ ทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ง่าย

          จะเห็นว่าผลเสียส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อหลอดเลือดแดงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน หรือเบาหวาน

วิธีลดพุง


      การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม

          เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มโรค metabolic syndrome ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคเบาหวาน รวมถึงจะต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอื่นด้วย ทำให้การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

         1. การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยการลดอาหารประเภทไขมันลง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ที่ติดมัน หนังสัตว์ อาหารทะเลพวกกุ้งและปลาหมึก น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว โดยไม่ควรรับประทานอาหารพวกแป้งเกินร้อยละ 50 ของอาหารที่รับประทาน แต่ให้รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ข้าวกล้อง ผัก พืชตระกูลถั่ว

         2. ลดอาหารเค็ม ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความดันโลหิต

         3. ลดน้ำหนัก พบว่าการลดน้ำหนักลงร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัว จะชะลอหรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

         4. แนะนำให้ออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ในกรณีที่เป็นโรคเหล่านี้อยู่แล้วการออกกำลังกายจะช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น

         5. ปรับเปลี่ยนอาหาร


      การปรับเปลี่ยนอาหารที่มีส่วนช่วยลดไขมันช่องท้อง ได้แก่

         1. เปลี่ยน "ข้าวขาว-แป้งขาว-น้ำตาล" เป็นธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังเติมรำ(โฮลวีท) ฯลฯ, ลดเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น ชาเขียวรสหวาน-กาแฟเย็น ฯลฯ

         2. กินโปรตีน (ถั่ว เต้าหู้ โปรตีนเกษตร งา ไข่ เนื้อ นม) ที่ไม่ผ่านการทอด ลดเนื้อสำเร็จรูป ลดเนื้อติดมัน ลดอาหารทอด

         3. ลดไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ฯลฯ

         4. ลดไขมันทรานส์ หรือไขมันแปรรูปในโรงงาน เช่น เบเกอรี่ คุกกี้ เค้ก ขนมใส่ถุง ฟาสต์ฟูด ฯลฯ

         5. ไม่ลดน้ำหนักเร็วเกิน 1/2 กก./สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายอาจปรับตัวเข้าสู่ภาวะขาดอาหาร ซึ่งจะเพิ่มการสะสมไขมันช่องท้องได้ (การลดน้ำหนักเร็วเพิ่มเสี่ยงหนังเหี่ยว หน้าแก่ได้เช่นกัน)


          หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน หรือความดันโลหิตได้ตามเป้าหมาย ก็จำเป็นต้องใช้ยาในการควบคุม โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคที่เป็น
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเว็บ : http://health.kapook.com/

, , ,

อาหารแคลอรีต่ำ กินตอนดึกไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นแน่นอน!!!

อาหารแคลอรีต่ำ กินตอนดึกไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นแน่นอน!

หากคุณเป็นหนึ่งในสาวที่ชอบนอนดึกเป็นประจำ อาการหิวโหยรอบดึกย่อมมาเยือนบ่อยครั้งเป็นแน่ ดังนั้น เราจะต้องเตรียมตุนอาหารแคลอรีต่ำติดตู้เย็นเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เราเผลอหยิบอาหารแคลอรีสูงที่ทำให้อ้วนมากินนั่นเอง ว่าแต่มีอะไรบ้างละ ..เรามาดูกันเลยดีกว่า

1.โยเกิร์ตไขมันต่ำ

เมื่อไรที่นอนดึกหรือเกิดอาการหิวยามดึก เชื่อว่าสาวๆ หลายคนมักจะเปิดตู้เย็นหยิบนมพร่องมันเนยมากินให้อิ่มท้อง แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ทำให้เราอิ่มท้องเสมอไปจริงมั้ยคะ ในขณะเดียวกัน นอกเหนือจากนมแล้ว เรายังมีทางเลือกให้สาวๆ หันมากินอาหารประเภทแคลเซียมสูงอย่างนมในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือ โยเกิร์ตนั่นเอง แต่ต้องเป็นโยเกิร์ตแบบไขมันต่ำเท่านั้น เนื่องจากโยเกิร์ตให้แคลอรีเพียงแค่ 100 kcal แต่กลับอุดมด้วยสารอาหารดีๆ อย่างแคลเซียมและโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีแบททีเรียชนิดดีต่อลำไส้ หากกินตอนดึกเบาๆ สักถ้วย ตื่นเช้าขึ้นมาระบบขับถ่ายของคุณจะต้องทำงานดีเยี่ยมสุดๆ และหากใครอยากได้ไฟเบอร์ก็สามารถหั่นผลไม้ลงไปเพิ่มอรรถรสความอร่อยได้เลย
ส้ม แอปเปิ้ล

2.แอปเปิ้ล

สาวคนไหนที่ชอบนอนดึกเป็นประจำและมักจะมีอาการหิวรอบดึก นั่นเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่การอาหารกินยามดึกแบบผิดๆ นับเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น เพราะนอกจากจะทำให้รูปร่างอ้วนเผละได้ง่ายแล้ว ยังเสี่ยงมีปัญหาสุขภาพตามมาภายหลังได้ด้วย อาหารที่เราอยากแนะนำก็คือ ผลไม้กรุบกรอบอย่างแอปเปิ้ลหรือส้มนั่นเอง สำหรับแอปเปิ้ล 1 ผลมีแคลอรีเพียง 80 kcal เท่านั้น หากกลับอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระเพียบ แต่ไม่ควรปอกเปลือกออกนะคะ ยิ่งหากเรากินทั้งเปลือกได้จะดีมาก เพราะเปลือกของแอปเปิ้ลเป็นไฟเบอร์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากมันมีสารเพคตินอยู่ภายในเปลือกที่จะเข้าไปพองตัวภายในกระเพาะอาหาร เราจึงรู้สึกหนักท้องนานและอิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้ มันยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างช้าๆ จึงมีผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ปกติ การกินแอปเปิ้ลนี่แหละจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้เป็นอย่างดีแน่นอน

3.ส้ม

คุณรู้ไหมว่าส้มเพียง 1 ผล ให้แคลอรีเพียง 40 kcal เท่านั้น แต่กลับมากไปด้วยใยอาหารที่อยู่รายรอบผลของมัน ใยสีขาวที่สาวๆ ชอบแกะออกเวลาจะกิน เปรียบดั่งไม้กวาดที่จะคอยกวาดล้างไขมันและของเสียออกจากร่างกายอย่างได้ผล ช่วยป้องกันปัญหาท้องผูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีซึ่งจะช่วยสร้างความสดชื่นผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี แถมใครที่เครียดบ่อยๆ กินส้มจะช่วยได้แน่นอน ฉะนั้น มื้อดึกมาถึงอย่าลืมนึกถึงส้มกันนะคะ

4.น้ำเปล่า

อีกหนึ่งตัวเลือกในมื้อดึก สำหรับสาวๆ ที่สามารถอดกลั้นไม่กินอาหารทุกชนิดได้ แนะนำให้หมั่นจิบน้ำเปล่าเป็นระยะค่ะ เพราะน้ำเปล่าช่วยให้เราหนักท้องได้นานจริงๆ มันจึงช่วยควบคุมความหิวอาหารยามดึกได้อย่างน่าทึ่งสุดๆ ที่สำคัญยังไร้แคลอรีอีกด้วย ยิ่งกินมากตลอดวัน รับรองไม่มีน้ำหนักขึ้นแน่นอน มีแต่จะยิ่งผอมเพรียวลงได้ง่ายค่ะ
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับอาหาร 4 ชนิดที่เหมาะสมกับมื้อดึกของสาวๆ ใครที่นอนดึกเป็นประจำ อย่าลืมหันมากินอาหารเหล่านี้ลดน้ำหนักกันล่ะ รูปร่างของคุณจะได้ผอมเพรียวอย่างใจต้องการไปตลอดทุกวัน
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเว็บไซด์ http://www.18fat.com/
ข้อมูลเพิ่มเติม

5.พลัม ดีไลท์ 

ด้วยใยอาหารจากธรรมชาติสองชนิดจากผลพลัม แบบชนิดไม่ละลายน้ำ ปัดกวาดเช็ดถูดูแลลำไส้ ซึมซับสารพิษ เร่งการขับถ่าย เพิ่มอุจจาระ ป้องกันท้องผูก รื้อต้นตอท้องผูก ทำให้รู้สึกอิ่มนาน เป็นอาหารพรีไบโอติคด้วย และแบบชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยดูดซับน้ำตาล รักษาระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อน้ำตาลไม่ลงเร็วเราก้อจะไม่หิวง่ายไม่เพลียง่าย ช่วยดูดซับโคเรสตอรอล ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน

และจุดเด่นของพลัมดีไลท์ ที่ใช้ 3 กลไกการลดน้ำหนักที่ลงตัว

Detox Block and Bern
1. โปรไบโอติก ช่วยดีท๊อกร่างกายปรับสมดุลระบบการขับถ่าย
2. ชาเขียว ช่วยเผาผลาญไขมันเก่า
3. ชาฝู่เอ๋อ ช่วยเผาผลาญไขมันใหม่

อร่อยฟินเว่อร์!! เห็นผลตั้งแต่เม็ดแรก ถ้าไม่เชื่อ…ต้องลองค่ะ ‪โปรโมชั่นพิเศษจาก 1,500 บาท เหลือเพียง 1,190 บาท แชทมาวันนี้ จัดส่ง ems ฟรี!! ทั่วประเทศ 

แอดไลน์มาเล๊ย : aui_butterfly

, , , ,

ลูกพลัม หรือ ลูกไหน สุดยอดผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก

  ผลไม้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่มนุษย์ทุกคน จะพึงมี เพราะ นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องในยามรับประทานด้วย ผลไม้บางชนิดยังมีสรรพคุณต่างๆ นาๆ อย่างดีที่จะช่วยเสริมสร้างหรือแก้ไขส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกาย เพื่อที่จะไปช่วยฟื้นฟูหรือซ่อมแซมส่วนต่างๆ ให้เราสามารถใช้งานหรือเพิ่มประสิทธิ์ภาพให้ดีกว่าเดิม
ลูกไหน สุดยอดผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก
        ผลไม้อย่าง “ลูกพลัม” หรือ ลูกพรุน หรือ ลูกไหน นั้น ถือได้ว่าเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งมากด้วยสรรพคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ซึ่งเราจะเห็นได้จากโฆษณาจำพวกผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักส่วนมากที่มักจะบอกว่ามีส่วนประกอบของเม็ดลูกพรุน แต่ในขณะเดียวกัน ”ลูกพลัม” ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้มากกว่าการช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย
ลูกไหน สุดยอดผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก
        ลักษณะของ “ลูกพลัม”
      
       ลูกพลัม เป็นไม้ผลที่มีผลแบบเมล็ดเดียวแข็ง อยู่ในสกุล Prunus สกุลย่อย Prunus ซึ่งเป็นสกุลย่อยที่แตกต่างจากสกุลจำพวก ลูกท้อ หรือ เชอร์รี่ ลักษณะของผลไม้ชนิดนี้ กล่าวคือ ตรงหน่อมีตายอดและตาข้างเดียว ดอกออกเป็นกลุ่ม 1-5 ดอกบนก้านสั้นๆ ผลมีร่องยาวด้านข้าง และเมล็ดเรียบ
      
        เมื่อผลโตเต็มที่ จะมีนวลสีขาวปกคลุม สามารถถูกออกได้ง่าย และ เมื่อสุกเปลือกสีม่วงอมดำ เนื้อสีเหลือง มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว
ลูกไหน สุดยอดผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก
        สรรพคุณและประโยชน์ของ “ลูกพลัม”
      
       สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของลูกพลัมนั้น สามารถแบ่งตามการแปรรูป กล่าวคือ
      
       พลัมสด จะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด เริ่มจากสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุที่ทำให้ผักผลไม้มีสีแดงหรือม่วง ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็ง แถมมีวิตามินซีที่สำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และมีวิตามินเอที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลส์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย
      
       ส่วน พล้มแห้ง หรือ ลูกพรุน นั้น ก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน คือ เป็นแหล่งที่มีโพแทสเซียมและเหล็กเข้มข้นมากกว่าพลัมสด เพราะมีความหวานของพรุนที่เกิดจากน้ำตาลธรรมชาติหลากชนิด ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามของพรุนเป็นน้ำตาล ที่มีทั้งน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคส ซึ้งเมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้ว จะได้รับพลังงานอย่างรวดเร็ว แถมยังมีเส้นใยอาหารทั้งชนิดละลายและไม่ละลายน้ำ จึงแปรสภาพเป็นกากใยอาหารในลำไส้ และช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้อย่างปลอดภัยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เปรียบเสมือนยาระบายอ่อนๆ ก็ไม่ผิดนัก และสามาารถป้องกันมะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี
      
       และแน่นอน พลัมแห้ง นี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับในการลดน้ำหนัก เพราะไม่มีทั้งไขมันและคอเลสเตอรอล ในผลไม้ชนิดนี้ แถมตัวเส้นใยอาหารในลูกพลัมยังช่วยทำให้อิ่มได้นาน จึงอาจทำให้ช่วยลดปริมาณในการรับประทานอาหารประเภทต่างๆ ไปโดยปริยาย
ลูกไหน สุดยอดผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก
        ข้อควรระวังสำหรับ “ลูกพลัม”
       
       ในท่ามกลางประโยชน์ของ “ลูกพลัม” นี้ ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน เพราะเนื่องจากลูกพลัม มีโปแตสเซียมค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตวาย ในช่วงการล้างไต อย่างยิ่ง และ ไม่ควรที่จะรับประทานจนมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียในบางรายได้ ทางที่ดีควรรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่ทานได้หลายๆ ครั้ง ควรจะดีกว่า 


ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ http://www.manager.co.th

, , ,

อย.เตือนหญิงสาวกินยาลดอ้วน ระวังมีผลข้างเคียง

อย.เตือนหญิงสาว กินยาลดอ้วน ระวังมีผลข้างเคียง

อย. เตือนมายังหญิงสาว หรือผู้ที่ต้องการลดความอ้วน อย่าหลงเชื่อโฆษณาขายยาลดความอ้วนผ่านทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางเว็บไซต์และทาง Social media หรือไปหาซื้อยามากินเองเด็ดขาด เพราะยาลดความอ้วน จะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงสูงทั้งหัวใจและหลอดเลือดอาจทำให้เสียชีวิตได้หากจำเป็นต้องใช้ยาลดความอ้วน ควรใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น ที่ผ่านมาพบว่ามีการจำหน่ายเป็นยาชุดใส่ซองแยกเป็นรายการไว้ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ายาชุดที่มีการนำ
ไปใช้ลดน้ำหนัก


ประกอบด้วยยาประมาณ 1-5 รายการ มียาที่ออกฤทธิ์ลดความอยากอาหาร หรือยับยั้งการดูดซึมของไขมัน หรือเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ซึ่งยาเหล่านี้มีหลายประเภทมีอันตรายสูง จนถูกยกเลิกทะเบียนตำรับยาและห้ามจำหน่ายไปแล้ว ร่วมกับยาอื่นๆที่นำมาจัดร่วมเป็นชุดเพื่อบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้ยา สุดท้ายผู้ที่ใช้ยาชุดเหล่านี้ก็ไม่อาจรอดพ้นจากอันตรายของยาลดความอ้วนได้โดยจะมีอาการนอนไม่หลับ เวียนศีรษะ วิตกกังวล ปวดศีรษะ ใจสั่น ตาพร่า ท้องผูก ฯลฯ ที่สำคัญคือ อันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้


โดยอย.ระบุว่า การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนในสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคด้วย พร้อมกันนี้อย. ขอเตือนผู้ขายยาผ่านทาง Social Media หรือร้านขายยาต่างๆ อย่าได้กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการขายยาที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์เสี่ยงต่อการเกิดผลร้ายต่อผู้บริโภค หากผู้บริโภคพบเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่าย ยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน บก.ปคบ 1135 หรือสายด่วนกระทรวงไอซีที 1212 เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด



, , , ,

ระวังโดนย่อมแมว หลอกเอายาระบายมาเป็นยาลดไขมัน สลายไขมันหน้าท้อง

หลายวันจะเห็นการแชร์เตือนภัยเกี่ยวกับยาลดความอ้วน
ใครยังไม่ได้อ่าน ก็อ่านในนี้แล้วกัน ไว้เตือนคนใกล้ตัว 
  
มีกลุ่มแม่ค้าหัวใส หน้าเงิน เห็นชีวิตคนอื่นเป็นแค่ที่ทำเงิน
นำยาระบาย (ยาใบแก้ว) มาทำเป็นยาลดความอ้วน โดยระบุเป็นยาลดไขมัน
บรรจุหีบห่อใหม่ แล้วก็ขายในราคาที่แพงมาก เป็นสิบเท่า 
โดยปกติยาระบายใบแก้ว 70 เม็ด จะขายอยู่ที่กระปุกละ 25 บาท
ถ้าเอาไปทำยาลดความอ้วน 70 เม็ด ขายอยู่ 200 กว่าบาท   
จริงๆแล้วยาใบแก้ว เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก
ในตัวยา ทั้งหมด 945 กรัม มีตัวยาสำคัญ คือ
ใบส้มป่อย 100 กรัม
ดอกคำฝอย 50 กรัม
ใบมะขามแขก 750 กรัม และตัวยาอื่นๆ   
   
ปกติ ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบาย ตัวที่ได้ผลดีคือ ใบมะขามแขก
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Senna Alexandria
สารที่ออกฤทธิ์เป็นสารในกลุ่ม Glycoside ชื่อ Sennoside
มีฤทธิ์ในการไประคายเคืองที่เซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่
เกิดการกระตุ้นระบบประสาทของลำไส้ ทำให้ลำไส้รู้สึกว่าต้องขยับตัว
และหลั่งน้ำออกมามากขึ้น ขี้ก็เลยไหล  
 

ลดน้ำหนักได้ไหม เพจ สาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย บอกว่า
ลดได้ เพราะเป็นยาระบาย
แต่ลดแบบนี้อันตราย เพราะสูญเสียน้ำ ซ้ำร้ายกินเยอะ ผลข้างเคียงตามมาเยอะมาก

 
ข้อเสียของมันก็คือ
1. เมื่อใช้ไปนานๆ ลำไส้จะมองว่ามันคือสารที่เข้ามาประจำ
    ก็เลยจะเริ่มทนทานกับยามากขึ้น ต้องใช้ยาในปริมาณที่มากขึ้น
2. การใช้ใบแห้งที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีสกัด Sennoside ออกมาเป็น A และ B
    (พูดง่ายๆ การใช้ใบตากแห้งเพียวๆ) จะมีสารบางตัวที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องบิด
    เหมือนมีใครเอาอะไรมาบิดไส้ ทำให้บางบริษัทผลิตยาที่สกัดเอาสารที่ทำให้ปวดท้องทิ้งไป
     ดังนั้น ยาระบายมะขามแขกเหมือนกัน บางยี่ห้อกินแล้วปวดท้อง บางยี่ห้อกินแล้วไม่ปวดท้อง
3. เมื่อใช้ยาไปนานๆ แล้วจู่ๆหยุดยา ลำไส้ที่เคยถูกกระตุ้นบ่อยๆ จู่ๆ หยุดกระตุ้น ก็จะเกิดอาการท้องผูกเรื้อรังได้
4. ยาทำให้เกิดการหลั่งน้ำในลำไส้ใหญ่ หากใช้ปริมาณมากๆ จะเกิดการขาดน้ำได้
    น้ำหนักลดลงหน่อยนึงแต่ขี้แตกเป็นน้ำพุเลย 

ยานี้แม้จะเป็นสมุนไพร แต่ก็มีผลข้างเคียง
ซึ่งที่สำคัญคือ ทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังได้เมื่อหยุดใช้
เมื่อใช้ไปนานๆจะก่อให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุลำไส้เรื้อรัง เรียกว่า melanosis coli

 
ดังนั้น ปกติจะไม่แนะนำให้ใช้ในเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน
เนื่องจากมันมีฤทธิ์แค่เพิ่มการเคลื่อนตัวลำไส้ ไม่ได้ช่วยขับสารพิษ
ไม่ได้จับสารพิษ ไม่ได้ดีท็อกซ์ ไม่ได้ลดการดูดซึมแป้งหรือไขมัน
จึงไม่แนะนำให้ใช้ในการลดน้ำหนัก เพราะมันลดน้ำหนักด้วยกลไกขับขี้ และขับน้ำ ..ก็แค่นั้น
ไขมันไม่ได้หายไป พอกินน้ำ กินข้าวเข้าไป ก็อ้วนเหมือนเดิมแหละ
ออกกำลังกายดีที่สุด ถึงจะช้า แต่ดีต่อทุกๆ ส่วนในร่างกาย แถมยังทำให้เฟิร์มขึ้นด้วย  

ขอบคุณที่มา : เพจ Drama-addict, เพจสาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย

 

ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยผลไม้ สนใจโทร 0863660842 © 2012 | Designed by Cheap Hair Accessories

Thanks to: Sovast Extensions Wholesale, Sovast Accessories Wholesale and Sovast Hair