แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลัมลดอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลัมลดอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
, , , , , ,

ลดอ้วนด้วยยาลดน้ำหนัก ต้นตอของอาการ “โยโย่ เอฟเฟค” (YoYo Effect)

ลดอ้วนด้วยยาลดน้ำหนัก ต้นตอของอาการ “โยโย่ เอฟเฟค” (YoYo Effect)



ต้นตอของอาการโยโย่ เกิดจากการทานยาลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมของสารกดประสาท เพื่อให้คนที่กินยาลดน้ำหนักทานอาหารได้น้อยลง เมื่อทานอาหารน้อยลง ร่างกายก็จะได้รับพลังงานน้อยลง ร่างกายก็จะไปดึงเอาพลังงานจากไขมันที่สะสมในร่างกายมาใช้ จึงส่งผลให้น้ำหนักลดลง แต่การที่ทานอาหารน้อยลง ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร (โดยเฉพาะโปรตีน) ผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย คือ แม้น้ำหนักจะลดลง แต่สูญเสียโปรตีนที่จะไปช่วยเพิ่มพลังงานให้กล้ามเนื้อไปด้วย



เมื่อร่างกายสูญเสียโปรตีนก็จะเผาผลาญน้อยลง ซึ่งการทานอาหารที่ได้พลังงานน้อยเกินไป ร่างกายจะมีการปรับตัวแบบผิดๆ เช่น กินยาลดน้ำหนักร่างกายจะเข้าใจผิดว่าอยู่ในสภาวะขาดอาหาร ร่างกายจะเริ่มหาวิธีประหยัดพลังงาน เพื่อทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานน้อยลง ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้อยลง



แต่หากทานยาลดน้ำหนักต่อเนื่องและนานวันเข้า จะยิ่งเสียโปรตีน (กล้ามเนื้อ) ไปมากเท่านั้น และยิ่งทำให้ร่างกายทำงานน้อยลงเท่านั้น ซึ่งหากร่างกายเผาผลาญได้น้อยลง การลดน้ำหนักก็จะยิ่งยากและน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างง่ายดาย เช่น ปกติร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่/วัน แต่หลังจากทานยาลดน้ำหนัก ระดับการเผาผลาญอาจลดลงเป็น 1,200-1,500 กิโลแคลอรี่/วัน (หรือต่ำกว่า) ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ”

, , , , ,

กระแสใหม่แห่งการลดน้ำหนักด้วย ลูกพลัม ผลไม้ลดพุงที่เห็นผลชัดเจน

พลัม ดีไลท์ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร


กระแสใหม่ของการลดน้ำหนักด้วย ลูกพลัม อย่างดี ใช้เวลาบ่ม 6 เดือนขึ้นไป ที่ผิวของพลัมจะถูกเจาะรูเล็กๆ เพื่อให้จุลินทรีย์ (ช่วยระบบขับถ่าย) ชาเขียว (ช่วยเร่งเผาผลาญไขมันสะสม) และชาผู่เอ๋อ (ช่วยบล๊อกไขมันใหม่) พร้อมโปรไบโอติก เข้าไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างการบ่ม


ช่วยเรื่องขับถ่าย ดีทอกซ์ลำไส้และตับ น้ำหนักลด ไขมันหาย สินค้ายอดเยี่ยม 6 ปีซ้อนของสิงคโปร์ และ hot ที่สุดของที่นั่น นำเข้าถูกต้อง ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เป็นอันตราย ไม่ทิ้งสารตกค้างไว้กับร่างกายแน่นอน 100% เลิกทานแล้วยังไงก็ไม่มีทางโยโย่ การันตี

1 กล่องมี 10 ซองๆละ 1 ลูก ทานได้ 10 วัน ทานหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอนค่ะ ช่วยเรื่องท้องผูกดีท๊อกซ์ของเสียในลำไส้และตับ เมื่อตับและลำไส้สะอาดดีแล้ว ก็จะทำงานน้อยลง การเผาผลาญก็จะทำได้มากขึ้น ไขมันเลว LDL จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ
เห็นชัดเจนคือ ลดพุง ต้นแขน ต้นขา หน้าท้องค่ะ (แล้วแต่ร่างกายแต่ละคนด้วย) ตัวนี้ไม่มีข้อห้ามอะไร แต่มีข้อแนะนำคือลดแป้งเยอะๆ ในแต่ละมื้อ 3 มื้อกินได้ไม่ต้องอด เน้นดื่มน้ำให้ได้ 1.5 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยเผาผลาญ ไร้สารเคมี 100% ไม่กดประสาท หิวปกติ ถ้าอยากลดเยอะแนะนำให้ทาน 2-3 กล่องขึ้นไป




พลัม ดีไลท์ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเรื่องของระบบย่อยอาหารของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกำจัดสารพิษในลำไส้ใหญ่ ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษของร่างกาย ขณะเดียวกันยังช่วยทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ และตับ ป้องกันการก่อตัวของการเกิดพิษสะสม กำจัดสิวเรื้อรังของคุณ ดูดสารพิษของร่างกาย ทั้งยังช่วยลดน้ำหนัก กำจัดขยะและสารพิษเหล่านั้น
พลัม ดีไลท์ เป็นผลไม้ธรรมชาติ 100%ไม่มียา ไม่ใช่แคปซูล
อย.หมายเลข 10-3-21950-1-0003


โปรโมชั่นต้อนรับเดือนมีนาคม จากปกติ 1,500 เหลือ 1,190 บาท จัดส่ง EMS ฟรีทั่วประเทศ


แอดไลน์มาเล๊ย : aui_butterfly 

หรือโทร 086-366-0842 





, , , ,

ลูกไหน สำคัญ ไฉน มีสรรพคุณและประโยชน์มหันต์

                  ลูกไหน หรือ ลูกพลัม 

พลัม ชื่อวิทยาศาสตร์ Prunus domestica L. จัดอยู่ในวงศ์ ROSACEAE ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับ ลูกท้อ บ๊วย เชอร์รี่ อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง และมีถิ่นกำเนิดจากบริเวณคอเคซัสในเอเชียตะวันตก
โดยทั่วไปแล้วเราจะเรียกว่าผลไม้ชนิดนี้ว่า “พลัม” หรือ “ลูกพลัม” แต่สำหรับคนจะเรียกว่า “ไหน” หรือ “ลูกไหน” ซึ่งเป็นชื่อไทย ส่วนลูกพลัมแห้งเราจะเรียกว่า “พรุน” หรือ “ลูกพรุน” ซึ่งอาจเรียกตามชื่อสกุล (Prunus) หรือตามชื่อวิทยาศาสตร์  
พลัมมีอยู่ด้วยหลากหลายสายพันธุ์ โดยมี 3 ชนิดที่สำคัญได้แก่ Prunus domestica, Prunus salicina และ Prunus americana พลัมหลาย ๆ ชนิดจะผสมตัวเองได้ไม่ดี จำเป็นต้องมีการปลูกร่วมกันหลาย ๆ สายพันธุ์เพื่อช่วยในการผสมเกสร เพราะจะทำให้เกิดการติดผลที่ดีขึ้น สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในประเทศก็มีอยู่หลายสายพันธุ์เช่นกัน โดยเฉพาะพลัมสายพันธุ์ญี่ปุ่น เช่น
  • พันธุ์กัลฟ์รูบี้ ผลเป็นรูปหัวใจมีขนาดใหญ่ เมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเกือบดำ เนื้อในผลมีสีเหลือง รสหวานฉ่ำ
  • พันธุ์กัลฟ์โกล สายพันธุ์จากฟลอริดา ผลมีขนาดใหญ่เท่ากับพันธุ์กัลฟ์โกล ผลเมื่อแก่จัดจะมีสีเหลืองและค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงอมเหลืองเมื่อสุก เนื้อในผลมีสีเหลือง รสชาติดี มีกลิ่นหอม
  • พันธุ์แดงบ้านหลวง หรือพันธุ์บ้านหลวงแดง สายพันธุ์จากไต้หวัน ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ที่ผลมีร่องลึกเห็นได้ชัด ผิวของผลมีสีแดง และมีจุดประอยู่บริเวณผิวผล ผลอ่อนเนื้อแข็งมีรสเปรี้ยว ส่วนผลสุกเนื้อจะนิ่มและมีรสหวาน โดยสายพันธุ์นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีเนื้อสีแดง และชนิดที่มีเนื้อสีเหลือง
  • พันธุ์เหลืองอินเดีย สายพันธุ์จากอินเดีย ออกดอกติดผลดก ผลแก่เป็นสีเหลือง เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เนื้อในผลมีสีเหลือง พันธุ์นี้ไม่นิยมนำมารับประทานสด แต่จะนิยมนำไปแปรรูปในลักษณะแช่อิ่มหรือดองมากกว่า
  • พันธุ์แดงอินเดีย สายพันธุ์นี้นำเข้าจากอินเดียเช่นกัน ผลจะมีขนาดเล็ก มักนิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นคู่ผสม
  • พันธุ์จูหลี่ สายพันธุ์จากไต้หวัน ลักษณะของผลคล้ายกับสายพันธุ์แดงบ้านหลวง แต่ผลจะมีขนาดเล็กกว่า นิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นคู่ผสม และใช้ผลแปรรูปเป็นพลัม และนำมาแช่อิ่มได้ดี

ลักษณะของต้นพลัม

  • ต้นพลัม พลัมเป็นไม้ผลยืนต้น มีลักษณะทรงต้นค่อนข้างเล็กเช่นเดียวกับต้นพีช การปลูกในประเทศไทยต้องปลูกในที่ที่มีความหนาวเย็น และพื้นที่ที่ปลูกจะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป แต่สำหรับบางสายพันธุ์อาจปลูกได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป
ต้นพลัม
  • ใบพลัม ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก ปลายและโคนใบแหลม แผ่นใบสีเขียว ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยแบบถี่ๆ
ใบพลัม
  • ดอกพลัม ออกดอกจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็กและมีสีขาว ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ปกติแล้วจะผสมตัวเองไม่ได้ แต่จะต้องผสมข้ามพันธุ์และเฉพาะเจาะจงพันธุ์เท่านั้น และจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ หลังจากได้รับความหนาวเพียงพอ
ดอกต้นพลัม
ดอกพลัม
  • ลูกพลัม ผลเป็นแบบ Drupe จึงจัดเป็นพวก Stone Fruit คือมีส่วนของ Endocarp ที่แข็งเหมือนกับลูกพืชและบ๊วย และผลจะมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของขนาด สีของผล และเนื้อของผล ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่เพาะปลูก บางพันธุ์ผลอาจมีร่องยาวด้านข้าง เมื่อผลโตเต็มที่จะมีสีนวลสีขาวปกคลุมอยู่ ซึ่งเราเรียกว่าสารเคลือบ หรือ “Wax Bloom” เนื้อมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว ด้านในผลมีเมล็ดแข็งอยู่ 1 เมล็ด
ไหน
พลัม
  • เมล็ดพลัม เมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยวและแข็ง เมล็ดมีสีน้ำตาล
เมล็ดพลัม
พลัมสามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พลัมชนิดที่ใช้รับทานแบบสด ๆ (ลูกพรุนสด) เหมือนผลไม้ทั่วไป ได้แก่พันธุ์กัลฟ์โกล พันธุ์กัลฟ์รูบี้ พันธุ์เหลืองบ้านหลวง และพันธุ์แดงบ้านหลวง และอีกชนิดคือพลัมสำหรับแปรรูป เช่น การนำมาทำเป็นแยมพลัม น้ำลูกพลัม นำมาดอง หรือนำแช่อิ่ม ได้แก่ พันธุ์จูหลี่

ประโยชน์ของลูกพลัม

  1. ประโยชน์ลูกพรุน ช่วยในการชะลอวัย ชะลอความแก่ ป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ เพราะพรุนเป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำและมีสารอาหารสำคัญสูงอยู่หลายชนิด เช่น วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม ซึ่งกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่าผลไม้ที่ช่วยชะลอความแก่ได้ดีที่สุดคือ “ลูกพรุนแห้ง” หรือ “ลูกพรุนอบแห้ง” โดยสูงกว่าลูกเกด ส้ม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ เกรปฟรุต บลูเบอร์รี ฯลฯ
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เนื่องจากลูกพรุนมีสารคริปโตคลอโรจีนิกในปริมาณมาก ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ ซึ่งงานวิจัยของ Tufts University in Boston ระบุให้พรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับ 1 โดยวัดจากค่า ORAC ของพรุน มี 5,770 หน่วย ต่อกรัม และยังสูงเป็น 2 เท่าของผลไม้ที่มีค่า ORAC อันดับต้นๆ
  3. ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันดีเอ็นเอถูกทำลาย ช่วยลดการอักเสบและช่วยป้องกันมะเร็ง ด้วยการยับยั้งการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง เพราะพรุนมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิดและมีอยู่ในปริมาณมาก มีธาตุเหล็กและวิตามินเอ และมีปริมาณของสารโพลีฟีนอลสูงถึง 282-922 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม ซึ่งสารโพลีฟีรอลที่พบมากในลูกพรุนคือ กรดไฮดรอกซีซินนามิก ที่อยู่ในรูปของกรดนีโอคลอโรเจนิก และกรดคลอโรจีนิก นอกจากนี้ยังมีโปรแอนโธไซยานิดิน และฟลาโวนอยด์พิกเมนต์ ดังนั้นการรับประทานผลิตภัณฑ์จากลูกพรุนเป็นประจำจะช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี
  4. ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาระดับการเต้นของหัวใจ ช่วยป้องกันไขมันไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากเซลล์เมมเบรน เซลล์สมอง และโมเลกุลของคอเลสเตอรอลล้วนประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ที่ง่ายต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
  5. ลูกพรุนอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่มีความสำคัญในสร้างเม็ดเลือด ช่วยบำรุงเลือด ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง แก้อาการอ่อนเพลีย สมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง และช่วยในการดูดซึมของธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยในเรื่องของภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดไปกับประจำเดือนด้วย
  6. ลูกพรุนมีวิตามินอี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ในร่างกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง
  7. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (LDL)และช่วยลดระดับความดันโลหิต จึงให้ประโยชน์ต่อหลอดเลือดหัวใจ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี
  8. พรุนมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวาน และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าพรุนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แม้ว่าลูกพรุนจะมีความหวาน โดยประกอบไปด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น ฟรุคโตต ซอร์บิทอล แต่ก็ไม่ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างเร็ว
  9. การรับประทานลูกพรุนเป็นประจำในปริมาณมากจะช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะลูกพรุนมีไขมันต่ำ มีแคลอรี่น้อย และยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ อีกทั้งยังเส้นใยอาหารจำนวนมาก ที่เป็นทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และชนิดที่ลำลายน้ำไม่ได้ ที่มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้
  10. ผลไม้ที่มีสีแดง-ม่วง เช่น แอปเปิ้ล องุ่น สตรอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี รวมไปถึงลูกพรุน จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง หากใครอยากฉลาดก็ให้รับประทานผลไม้ที่มีสีนี้กันเยอะๆ
  11. ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เพราะลูกพรุนมีวิตามินอีและแร่ธาตุที่ช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อยามเครียด
  12. พรุนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม การรับประทานลูกพรุนจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้
  13. ช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น เนื่องจากลูกพรุนมีวิตามินที่ช่วยบำรุงตาในส่วนของจอรับภาพ และยังมีวิตามิบีที่ช่วยบำรุงเส้นประสาทที่เลี้ยงลูกตา
  14. ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยทำให้กระดูกผุช้าลง โดยพบว่าสตรีที่รับประทานลูกพรุนแห้งวันละ 1 ขีด ต่อติดกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการสร้างมวลมากขึ้นอย่างชัดเจน
  15. ช่วยป้องกันอาการท้องผูก เพราะพรุนมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและมีฤทธิ์ในการระบายท้อง จึงช่วยบำบัดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย
  16. ลูกพรุนอุดมไปด้วยโพแทสเซียม วิตามินอี ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหาร ที่ทำช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผิวพรรณดูสดใส ทำให้ผิวพรรณดูเนียนนุ่มชุ่มชื้นไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร จึงช่วยคงความเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะเมื่อคนเราเมื่อช่วงสดใสของชีวิต คือช่วงอายุประมาณ 25 ปี ร่างกายจะเสื่อมโทรมลง ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มก็จะเริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณก็เริ่มซีดโทรม ไขมันก็เริ่มเข้าไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุนจะช่วยดูในเรื่องนี้ได้
  17. ลูกพรุนมีวิตามินบี2 ที่นอกจากจะช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงแล้ว ยังช่วยในกระบวนการสร้างและช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนัง เล็บและผม
  18. สำหรับผู้ที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ ควรรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยหนึ่งในผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมนั้นก็คือ “ลูกพรุน“
  19. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนของสตรี เพราะลูกพรุนอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่เป็นตัวช่วยควบคุมฮอร์โมนให้เป็นปกติและช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ต้องรับประทานก่อนมีอาการปวดประจำเดือนประมาณ 1-2 วัน
  20. ช่วยลดอาการอักเสบและอาการเจ็บปวดต่างๆ




ที่มาจากเว็บไซด์ : http://frynn.com/

, , , ,

ลูกไหน คือ ลูกอะไร พลัม พรุน

                              ลูกไหน????

ลูกไหน ผลไม้ชื่อแปลกที่หลายคนทะเลาะกับแม่ค้ามาแล้วเวลาถามชื่อ "ลูกอะไรแม่ค้า ลูกไหน ..ก็ลูกนี้ไง...ลูกไหน...?x@$" แถมมีหลายชื่อให้ชวนงง บางที่เรียกลูกพรุน บางแห่งเรียกลูกพลัม

เอาเป็นว่าเป็นผลไม้เดียวกัน ลูกพรุนก็คือลูกพลัมตากแห้ง ส่วนลูกไหนคือชื่อที่คนจีนเรียก ผลสดกินได้ แช่อิ่ม หรือนำไปตากอบแห้งก็ได้


ประโยชน์ของ “ลูกไหน” อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนการที่ดีต่อร่างกายมากมาย อาทิ มีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะมีธาตุเหล็กสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มากด้วยกากใยอาหาร ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ชะลอความแก่ เสริมสร้างกระดูก บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา บำรุงการไหลเวียนโลหิต


ดังนั้นเข้าใจตรงกันแล้วนะ “ลูกไหน” คือ ลูกอะไร

, , ,

“คอเลสเตอรอล” มหันตภัยเงียบที่ใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“คอเลสเตอรอล” มหันตภัยเงียบที่ใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้



  ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ คอเลสเตอรอล กันก่อน คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย จินตนาการง่ายๆ ว่าส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในตัวเรา ล้วนมีคอเลสเตอรอลแทรกซึมเป็นเจ้าถิ่นอยู่ทุกอณู ไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่สุดอย่างก้อนไขมันทรงประสิทธิภาพที่เรียกว่า สมอง
คอเลสเตอรอลมีบทบาทสำคัญหลายประการอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยในการส่งผ่านสารละลายต่างๆ เข้าออกเซลล์ หรือรับส่งสัญญาณมาสู่เซลล์ และยังเป็นสารตั้งต้นการสร้างน้ำดีสำหรับย่อยไขมันที่เรากินเข้าไป รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการผลิตสารจำพวกสเตียรอยด์ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่ไปควบคุมระบบเกลือแร่และการทำงานของไต เป็นต้น
ถ้าคุณคิดว่าคอเลสเตอรอลส่วนใหญ่มาจากอาหารแล้วล่ะก็ เปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่แล้วตับของคุณสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาเอง และเพราะคอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดไม่ละลายในน้ำ ก่อนร่างกายนำไปใช้จึงต้องมีการรวมตัวเข้ากับโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ “อะโพโปรตีน” (apoprotein) เพื่อเปลี่ยนรูปเป็น “ไลโพโปรตีน” (lipoprotein) หน้าตาคล้ายไข่แดงที่ถูกหุ้มด้วยไข่ขาว หลังเสร็จสิ้นการเปลี่ยนรูปร่าง คอเลสเตอรอลในรูปแบบไลโพโปรตีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางกระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คำถามแล้วเจ้า “คอเลสเตอรอล” หายไปไหน???


นายแพทย์เจริญลาภ อุทานปทุมรส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 3 อธิบายว่า คอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งจะถูกนำไปสร้างเป็นน้ำดีหรือน้ำย่อย และอีกส่วนนำไปสร้างไลโพโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อ วีแอลดีแอล (VLDL: Very Low-Density Lipoprotein) ซึ่งประกอบไปด้วยไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนใหญ่ มีคอเลสเตอรอลอยู่เล็กน้อยพร้อมโปรตีนที่ช่วยให้มันละลายอยู่ในเลือดได้ ระหว่างทางที่วีแอลดีแอลเดินทางในเส้นเลือด จะมีเอนไซม์ที่ย่อยเอาไตรกลีเซอร์ไรด์ไปใช้ ซึ่งไตรกลีเซอร์ไรด์นี้ให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนถึง 2 เท่า ช่วยในการสร้างน้ำนม เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของกล้ามเนื้อและหัวใจ
ไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ใช้ไม่หมดจะถูกนำไปเก็บไว้ในไขมัน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อไตรกลีเซอร์ไรด์ถูกดึงออกไปจากวีแอลดีแอลหมดแล้วจะเหลือเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด ในชื่อ แอลดีแอล (LDL: Low-Density Lipoprotein) หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่ยังมีประโยชน์คือ เมื่อผ่านไปถึงอวัยวะไหน ก็จะถูกดึงคอเลสเตอรอลไปใช้งานได้ทันที เมื่อวนครบทุกส่วนแล้วหากแอลดีแอลยังถูกใช้ไม่หมด ก็จะถูกลำเลียงเข้าสถานีสุดท้ายคือตับ ซึ่งตับก็จะนำแอลดีแอลที่เหลือนี้ไปสร้างเป็นวีแอลดีแอลอีกครั้ง เป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป

แอลดีแอล VS เอชดีแอล กำเนิดไขมันตัวร้าย-ตัวดี


จริงๆ แล้วทั้งแอลดีแอลและเอชดีแอลมีที่มาเหมือนกัน คือเป็นคอเลสเตอรอลในรูปไลโพโปรตีน แต่แตกต่างกันที่น้ำหนักของโมเลกุล มวลที่มีโมเลกุลคอเลสเตอรอลมากกว่า เรียกว่า แอลดีแอล หรือไขมันตัวร้ายร้าย ที่แม้จะมีข้อดีอยู่บ้างแต่ข้อร้ายที่ปรากฏ คือ นำไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์ออกจากตับไปสะสมไว้ตามหลอดเลือด สร้างปัญหาให้แก่หลอดเลือด
คนที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและคอเลสเตอรอล เมื่อรวมกับที่ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลออกมาตามปกติ จะทำให้วัฎจักรคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่สมดุล คือมีมากจนเกินพอดี เหลือใช้ ตับทำลายไม่ทัน บางส่วนจึงเหลือรอดออกไปสะสมตามผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงบริเวณนั้นสูญเสียการทำงาน ทั้งตีบ ตัน หรือแตก เป็นเหตุให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา
   ส่วนมวลที่มีโมเลกุลของคอเลสเตอรอลน้อยกว่า เรียกว่า เอชดีแอล (HDL: High density Lipoprotein) อุดมไปด้วยฟอสโฟลิพิด มีหน้าที่ทำความสะอาดหลอดเลือด เก็บคราบไขมันที่แอลดีแอลทิ้งไว้กลับคืนมาที่ตับ แล้วขับออกทางน้ำดี ส่วนหนึ่งจะถูกไฟเบอร์ในอาหารจับและขับออกทางอุจจาระ จะเปรียบเอชดีแอลว่าเป็นผู้พิทักษ์ความสะอาดก็คงไม่ผิดนัก
   นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไขมันร้าย คอยเสริมการทำงานของแอลดีแอล นั่นคือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ที่คอยขัดขวางการทำงานของเอชดีแอล และเมื่อใดที่ร่างกายเรามีโรคอย่างความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน เจ้าไตรกลีเซอร์ไรด์และแอลดีแอล ก็พร้อมปฏิบัติการขั้นสุดยอด ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น จนอาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้

อันตรายจากไขมันร้าย แอลดีแอล


นพ.ธีระพร ไทยจินดา อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เล่าว่าในคนปกติ ที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน แม้ผลตรวจร่างกายจะบอกว่าคุณมีปริมาณแอลดีแอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ทั้งยังมีค่าเอชดีแอลที่ต่ำ ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเจ้าไขมันวายร้าย 2 ชนิดนี้ จะออกฤทธิ์วาดลวดลายได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเรามีอาการของโรคสองชนิดข้างต้นเท่านั้น ถ้าเรายังแข็งแรงดีวายร้ายก็จะไม่มีพิษสงอะไรเลย แต่ถ้าคุณมีอาการของโรคใดโรคหนึ่ง หรือทั้งสองโรค กอปรกับอายุที่มากขึ้น แอลดีแอลก็จะได้ใจพร้อมทำร้ายอวัยวะสำคัญๆ อย่างหัวใจ สมอง และตับ ไต ได้อย่างน่ากลัว
คอเลสเตอรอลกับหัวใจ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า คอเลสเตอรอลเริ่มสะสมตามหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี และจะอันตรายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมเป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลมากกว่าปกติ หากพบว่ามีความเสี่ยงดังกล่าวและผลตรวจร่างกายชี้ชัดว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบไปพบแพทย์
คอเลสเตอรอลกับสมอง เมื่อคอเลสเตอรอลเข้าไปสะสมในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่ว่าจะบริเวณใดก็ตาม จะก่อให้เกิดความผิดปกติบริเวณนั้นๆ เช่น หากเส้นเลือดบริเวณสมองส่วนควบคุมการทรงตัวเกิดตีบ ตัน หรือแตก ร่างกายก็สูญเสียการควบคุมการทรงตัว กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือพาร์คินสัน หากเกิดกับเส้นเลือดสมองส่วนควบคุมการรับรู้ อาจทำให้ความจำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ เป็นต้น แต่ก่อนที่อาการผิดปกติของเส้นเลือดจะส่งผลถึงสมอง มักจะเกิดขึ้นกับหัวใจก่อนเสมอ
คอเลสเตอรอลกับตับและไต หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับหรือไตเกิดอาการตีบ แตกหรือตัน ก็อาจทำให้ตับหรือไตสูญเสียการทำงาน ถึงขั้นตับวายหรือไตวายจนเสียชีวิตได้



   สรุปแล้ว คอเลสเตอรอลจะทำร้ายเราได้ต่อเมื่อเราเป็นโรคหรือเสี่ยงกับโรคอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และโดยธรรมชาติ คอเลสเตอรอลจะไปฝังตัวเป็นคราบอยู่ตามเส้นเลือดแดงหลักที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ การที่จะเกิดอันตรายใดๆ หรือรุนแรงแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าเส้นเลือดที่มีปัญหานั้นอยู่บริเวณไหนและโดนทำลายไปมากเพียงใด คำเตือนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่าถึงเวลาลดคอเลสเตอรอลหรือยัง จะอยู่ในสมุดรายงานการตรวจร่างกายประจำปีของคุณ นอกจากนี้ วิธีการป้องกันที่สุดคือ การออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 วัน จะช่วยเพิ่มปริมาณเอชดีแอล เพื่อต่อกรกับแอลดีแอลและไตรกลีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล

, , ,

นมเปรี้ยว ช่วยลดน้ำหนัก จริงหรือเปล่า ?

นมเปรี้ยว : ช่วยลดน้ำหนัก จริงหรือเปล่า ?

นมเปรี้ยว : ช่วยลดน้ำหนัก จริงหรือเปล่า ?
บทความโดย: นายวรชาติ ธนนิเวศน์กุล

มีหลายๆ คนเข้าใจว่า นมเปรี้ยว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โยเกิร์ต ช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งในความเป็นจริงจะช่วยได้มากหรือน้อยนั้นเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารอื่นๆร่วมด้วย บทความนี้จะแนะนำให้ท่านรู้จักกับ นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ว่ามีสรรพคุณดังที่กล่าวขานหรือไม่
นมเปรี้ยว หรือ โยเกิร์ต คืออะไร 

นมเปรี้ยว หรือ โยเกิร์ต มีคำจำกัดความ หมายถึง น้ำนมโค หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำนมโคที่เพาะด้วยเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งนี้อาจเติมวัตถุอื่นที่จำเป็นต่อกรรมวิธีการผลิตหรืออาจปรุงแต่งสีและรสด้วยก็ได้ และประกอบด้วยมาตรฐานอื่นๆ อีกคือ
มีโปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
ไม่มีบักเตรีชนิด อี. โคไล ในนมเปรี้ยว 0.1 มิลลิลิตร
ไม่มีวัตถุที่ให้ความหวานอย่างอื่นนอกจากน้ำตาล
การเก็บรักษาอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส จำหน่ายไม่เกิน 7 วัน นับตั้งแต่วันบรรจุ

ถ้าความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์การอาหาร นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักของนม โดยมีการเติมเชื้อจุลินทรีย์หรือยีสต์ลงไปเพื่อหมักให้เกิดกรดแลคติค ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีรสเปรี้ยว มีกลิ่นเฉพาะตัวตามแต่เชื้อที่ใช้ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
โยเกิร์ตชนิดครีม (Cream Yoghurt) เป็นนมเปรี้ยวที่ทำจากนมเกือบ 100 % ( Natural Yoghurt ) ถ้าเป็นแบบเติมผลไม้( Flavoured Yoghurt ) จะมีนมประมาณ 50-85 % และมีการเติมนมผงพร่องมันเนยเพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีน
โยเกิร์ตพร้อมดื่ม (Drinking Yoghurt) เป็นนมเปรี้ยวพร้อมดื่มที่ทำจากโยเกิร์ตชนิดครีมผสมด้วยน้ำผลไม้ มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบร้อยละ 7 - 10



ประโยชน์ต่อร่างกายของนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตเป็นแห่งอาหารที่ให้โปรตีนและแคลเซียมที่มีคุณภาพ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนนมทุกประการ ถ้าเป็นโยเกิร์ตชนิดครีม ที่ไม่ผสมผลไม้ แต่ถ้าเป็นชนิดอื่นสัดส่วนคุณค่าจะลดตามขนาดและปริมาณนมที่ใช้
ช่วยในการขับถ่ายได้ดี ในคนที่มีอาการท้องผูก เพราะมีจุลินทรีย์โยเกิร์ตช่วยในการย่อย
ใช้ทดแทนในคนที่ไม่สามารถดื่มนมสดได้ เนื่องจากไม่มีจุลินทรีย์สำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม



วัยใดเหมาะที่จะรับประทานนมเปรี้ยวนมเปรี้ยวนั้นเหมาะสำหรับ การบริโภคในทุกวัยโดยเฉพาะ เพศหญิง เพื่อให้ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมและยังมีประโยชน์สำหรับ กลุ่มคนที่ไม่สามารถดื่มนมได้ตามปกติ เนื่องจากร่างกายคนเหล่านั้นไม่มีน้ำย่อยแลคเตสสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ เมื่อน้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อยสลายผ่านไปลำไส้ใหญ่ จุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่จะสร้างน้ำย่อยเกิดเป็นกรดและแก็ส ทำให้มีอาการไม่สบายท้อง และท้องเสียได้ จึงให้รับประทานนมเปรี้ยวแทน
อย่างไรก็ตามก็มีข้อควรระวังในกลุ่มเด็กเล็ก เพราะการรับประทานนมเปรี้ยวโดยเฉพาะนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูงและมีสารอาหารจากนมน้อยกว่าชนิดครีมที่ไม่ผสมผลไม้ จะทำให้เด็กได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินพอทำให้มีภาวะน้ำหนักเกินได้
การรับประทานที่เหมาะสม ที่จะส่งผลดีต่อร่างกาย ควรรับประทานในปริมาณใกล้เคียงกับการดื่มนม คือวันละ 2 ถ้วย (Natural Yoghurt) ซึ่งจะทำให้ได้แคลเซียม 400 – 500 มิลิกรัมและเมื่อได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่นด้วยก็จะเพียงพอกับความต้องการแคลเซียมในแต่ละวัน


การเลือกซื้อนมเปรี้ยวสิ่งแรกสุดและสำคัญยิ่งคือ จะต้องดูวันหมดอายุ ซึ่งพิมพ์ไว้บนภาชนะบรรจุ
ดูสภาพภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ มีรอยรั่ว รอยบุบหรือไม่ ถ้ามีหรือสภาพไม่ดีก็ไม่ควรซื้อเพราะจะทำให้เป็นผลเสียต่อสุขภาพได้
หากเป็นนมเปรี้ยวชนิดครีม จะต้องมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ไม่แยกชั้นระหว่างนมกับน้ำ
นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่มไม่ควรมีตะกอนที่ก้นขวด เพราะอาจเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมก่อนนำมาขาย




นมเปรี้ยวช่วยลดน้ำหนักจริงหรือ ?มีหลายงานวิจัย พบว่า นมเปรี้ยวช่วยลดน้ำหนักได้ซึ่งยังไม่มีการยืนยันที่แน่นอนเพราะเป็นการทำวิจัยในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย และนมเปรี้ยวที่มีผลต่อการลดน้ำหนักในห้องทดลอง จะเป็นนมเปรี้ยวชนิดครีม รสธรรมชาติ (Natural Yoghurt) เท่านั้น เนื่องจากนมเปรี้ยวชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับนมสด ซึ่งให้สารอาหารที่ค่อนข้างครบเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหลายกลุ่ม เมื่อคุณรับประทานนมเปรี้ยวก็ควรจะต้องควบคุมปริมาณอาหารอื่นด้วย พร้อมกับออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะเป็นวิธีการสร้างสมดุลให้แก่ร่างกายและป้องกันไม่ให้ร่างกายรับพลังงานส่วนเกินอีกด้วย แต่เนื่องจากกระแสการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสื่อโทรทัศน์ มีการเน้นเรื่องนางแบบหุ่นบอบบางกับการดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม จึงทำให้เกิดค่านิยม/กระแสความเชื่อว่ารับประทานนมเปรี้ยวแล้วลดน้ำหนักได้อีกเหตุผลหนึ่ง ในทางตรงกันข้ามการรับประทานนมเปรี้ยวที่มีส่วนผสมของผลไม้ หรือน้ำผลไม้ที่มีการผสมน้ำตาล ก็จะทำให้ได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณสูง มีผลทำให้น้ำหนักไม่ลดแล้ว ยังมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานอีกด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก ก็ควรที่จะสร้างสมดุลให้กับร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบ3มื้อ โดยเพิ่มการกินผักและผลไม้รสไม่หวานร่วมเข้าไปในมื้ออาหาร หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมากจนเกินไป ออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยและ อย่าลืมว่า หัวใจของการลดน้ำหนักที่สำคัญ ก็คือ การรักษาวินัยในตนเอง ไม่รับประทานตามใจปาก เพราะทำให้ลำบากกายได้

ขอบคุณที่มา : http://nutrition.anamai.moph.go.th/

, , ,

5วันฉันจะผอมด้วยพลัมดีไลท์

            5วันฉันจะผอมด้วยพลัมดีไลท์
           ไม่ต้องง้อสูตรลดอ้วนของใคร


Plumdelite ผลไม้ดีท็อกซ์ลำไส้ แค่เม็ดเดียวก็รู้สึกได้ ล้างสารพิษในลำไส้ กระแสฮิตฟีเวอร์ รับรองจะติดใจ รสชาติอร่อยเวอร์ๆ เปรี้ยวๆ หวานๆ ไม่ใช่ยา ไม่ใช่แคปซูล ไม่กดประสาท ปลอดภัยจ้า!!!




***โปรโมชั่นพิเศษเดือนนี้จาก 1,500 บาท เหลือเพียง 1,190 บาท จัดส่ง ems ฟรีทั่วประเทศ***



ทักมาคุยกันได้จ้าไอดีไลน์ : aui_butterfly

หรือโทรมาที่ 0863660842

 

ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยผลไม้ สนใจโทร 0863660842 © 2012 | Designed by Cheap Hair Accessories

Thanks to: Sovast Extensions Wholesale, Sovast Accessories Wholesale and Sovast Hair